จีโอนอยซ์ – พันธมิตรที่คุณไว้ใจได้ด้านอะคูสติกและการควบคุมเสียง

เมื่อเสียงเครื่องบินขึ้นศาล: คดีมลพิษทางเสียงสนามบินสุวรรณภูมิและบทเรียนสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ย่านรอบสนามบินมักเป็นจุดที่ “ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ” ปะทะกับ “คุณภาพชีวิตของชุมชน” อย่างชัดเจน สนามบินสุวรรณภูมิของไทยก็เช่นกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่รอบสนามบินได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเรื่องมลพิษทางเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการขึ้น–ลงของอากาศยาน

หนึ่งในคดีสำคัญคือกลุ่มชาวบ้านที่ฟ้องบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อศาลปกครอง ขอให้รับผิดชอบต่อผลกระทบจากเสียงเครื่องบิน รวมถึงขอให้ศาลสั่งจำกัดการบินช่วงกลางคืน และให้ชดเชยความเสียหาย คดีนี้ใช้เวลายาวนานหลายปี ก่อนจะไปถึงศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานในปัจจุบัน รายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็มและการวิเคราะห์เชิงกฎหมายสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความวิชาการ “Environmental Cases at the Supreme Administrative Court 2021”

ภาพรวมของคดี: ชาวบ้านรอบสุวรรณภูมิกับ ทอท.

ชาวบ้านในหลายชุมชนรอบสนามบินสุวรรณภูมิอ้างว่า ได้รับผลกระทบจากเสียงดังของเครื่องบินตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งแรงสั่นสะเทือนและมลพิษทางอากาศ ชาวบ้านบางส่วนสร้างบ้านและซื้อที่ดินหลังจากที่รัฐได้กำหนดพื้นที่รอบสนามบินเป็น “เขตปลอดภัยในการเดินอากาศ” แล้ว แต่เมื่อปริมาณเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ก็เริ่มรวมกลุ่มกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยระบุว่าหน่วยงานรัฐละเลยต่อหน้าที่ และ ทอท. ดำเนินโครงการโดยไม่จัดการผลกระทบด้านเสียงอย่างเพียงพอ

คำฟ้องของชาวบ้านมีทั้งข้อเรียกร้องให้ทบทวนรายงาน EIA ให้กำหนดยุทธศาสตร์ลดเสียง เช่น ห้ามบินช่วงดึก ปรับเส้นทางบิน รวมถึงให้ชดเชยความเสียหายทั้งด้านทรัพย์สินและคุณภาพชีวิต

ประเด็นเรื่องอายุความ: เสียงต่อเนื่องทำให้ “นาฬิกา” ยังเดินหรือไม่

หนึ่งในข้อโต้แย้งสำคัญของฝ่ายรัฐคือ คดีถูกยื่นช้าเกินไป เพราะสนามบินเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2549 แต่ชาวบ้านเพิ่งฟ้องในปี 2556

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า มลพิษทางเสียง แรงสั่นสะเทือน และมลพิษทางอากาศจากสนามบิน เป็น “การกระทำที่มีลักษณะต่อเนื่อง” ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวจบ ดังนั้นตราบใดที่เสียงและผลกระทบยังดำรงอยู่ การละเมิดก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การนับอายุความต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่ยังดำเนินอยู่ในช่วงเวลาที่ยื่นฟ้อง

สำหรับผู้ประกอบการโครงการขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อนี้หมายความว่า การดำเนินการมาหลายปีไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงทางกฎหมายหมดไปโดยอัตโนมัติ หากยังมีข้อกล่าวหาว่ามลพิษทางเสียงเกินมาตรฐานอยู่เรื่อย ๆ

เหตุใดศาลจึงยัง “ยกฟ้อง”: ประเด็นเขตปลอดภัยและการใช้ดุลพินิจ

แม้ศาลเห็นว่าคดีไม่ขาดอายุความ แต่ท้ายที่สุดกลับ “ยกฟ้อง” ชาวบ้าน โดยมีประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

คดีมลพิษทางเสียงจากสนามบิน
คดีมลพิษทางเสียงจากสนามบิน

1. การสร้างบ้านในเขตที่รู้ล่วงหน้าว่ามีความเสี่ยงเสียงสูง

พื้นที่ที่ชาวบ้านหลายรายสร้างบ้านนั้น อยู่ในแนวเขตที่กฎหมายกำหนดให้เป็น “เขตปลอดภัยในการเดินอากาศสนามบินสุวรรณภูมิ” ก่อนแล้ว ศาลมองว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีเลือกจะสร้างบ้านหรือซื้อที่ดินในเขตที่รัฐได้ประกาศใช้เพื่อรองรับการขึ้นลงของเครื่องบินอย่างชัดเจน ย่อมต้องยอมรับระดับความเสี่ยงด้านเสียงที่สูงกว่าพื้นที่อยู่อาศัยทั่วไป

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ฟ้องคดี “เข้ามาอยู่ทีหลัง” ในพื้นที่ที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจะมีเสียงเครื่องบินเป็นปัจจัยประกอบ ทำให้ความคาดหวังเรื่องความเงียบสงบในพื้นที่ดังกล่าวลดลงเมื่อเทียบกับชุมชนปกติ

2. การปฏิบัติหน้าที่ของ ทอท. และหน่วยงานรัฐ

ศาลตรวจสอบมาตรการที่ ทอท. และหน่วยงานรัฐได้ดำเนินการ เช่น โครงการติดตั้งฉนวนกันเสียงบ้านเรือน การซื้อที่ดินคืน การติดตั้งระบบตรวจวัดเสียง รวมถึงการดำเนินมาตรการตามมติคณะรัฐมนตรีและมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แล้วเห็นว่าไม่ได้มีการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรับผิดทางละเมิดโดยตรง

เมื่อไม่พบการฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายอย่างชัดเจน ศาลจึงไม่อาจกำหนดให้ ทอท. ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามบทบัญญัติมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

3. โครงการชดเชยเป็น “ดุลพินิจ” ไม่ใช่สิทธิอัตโนมัติ

ชาวบ้านบางส่วนให้เหตุผลว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้มีมาตรการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากเสียงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ทุกคนในพื้นที่ก็ควรได้รับสิทธิชดเชยโดยอัตโนมัติ

ศาลปกครองสูงสุดกลับตีความว่า มติและเกณฑ์ดังกล่าวให้อำนาจดุลพินิจแก่หน่วยงานในการคัดเลือกพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่เข้าเกณฑ์ ไม่ใช่การสร้าง “ความรับผิดแบบเคร่งครัด” ที่ใครอยู่ในพื้นที่ก็มีสิทธิเรียกร้องเงินชดเชยทันที การที่ ทอท. ใช้ดุลพินิจไม่ครอบคลุมผู้ฟ้องคดีจึงไม่ถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ หากยังอยู่ในกรอบของกฎหมายและเหตุผลที่สมควร

บทเรียนสำคัญสำหรับสนามบินและโครงการโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค

จากคำพิพากษาดังกล่าว สามารถสรุปบทเรียนเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างน้อย 4 ข้อ

1. มลพิษทางเสียงแบบต่อเนื่อง ทำให้อายุความไม่ “หมดอายุ” ง่าย ๆ

สำหรับผู้ประกอบการสนามบิน ท่าเรือ ทางด่วน หรือโรงไฟฟ้า การมีเสียงรบกวนต่อเนื่องอาจทำให้ความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องคงอยู่ตลอดอายุโครงการ จำเป็นต้องมีระบบติดตามผลกระทบด้านเสียงอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเฝ้าระวังเสียงริงก์ยาว (long-term monitoring) เพื่อใช้ยืนยันว่าได้ดำเนินการอยู่ในกรอบมาตรฐาน

2. การวางผังเมืองและการสื่อสารความเสี่ยงกับผู้ซื้อมีผลต่อคำพิพากษา

การที่ศาลให้ความสำคัญกับสถานะ “เขตปลอดภัยในการเดินอากาศ” แสดงให้เห็นว่า การประกาศเขตใช้ประโยชน์ที่ดินและการสื่อสารข้อมูลเสียงล่วงหน้ามีผลอย่างยิ่งต่อการประเมินความชอบธรรมของคำร้อง

หากเขตเสียงดังถูกกำหนดชัดเจน มีข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับแผนที่ระดับเสียง และมีการแจ้งเตือนผู้ซื้อ

เมื่อเสียงเครื่องบินขึ้นศาล: คดีมลพิษทางเสียงสนามบินสุวรรณภูมิและบทเรียนสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Scroll to top