เนื้อหาบทความ
บทนำ
แม้หลายคนจะรู้สึกรำคาญเสียงบ้านข้างเคียง เช่น เสียงเคาะโลหะ เสียงตัด หรือเสียงเชื่อม แต่กฎหมายไทยกำหนดชัดว่า “ความรู้สึก” อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมี หลักฐานเชิงวิศวกรรมเสียง ว่าระดับเสียงเกินค่ามาตรฐานที่เข้าข่ายเหตุรำคาญ
คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้เกณฑ์ 10 dB(A) Rule ตามประกาศกรมอนามัย
ข้อเท็จจริงของคดี
-
ผู้ฟ้องร้องแจ้งนายกเทศมนตรีว่ามี เสียงเคาะ–เชื่อม–ตัดโลหะ จากบ้านข้างเคียง
-
เทศบาลเข้าตรวจสอบหลายครั้ง และดำเนินการตามขั้นตอน แต่ผู้ฟ้องเห็นว่ายังมีเสียงดังรบกวนต่อเนื่อง
-
จึงฟ้องศาลปกครองให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเทศบาล
-
มีการ ตรวจวัดเสียงทั้งที่ต้นกำเนิด และที่บ้านผู้ร้อง
-
ผลตรวจพบว่าเสียงที่บ้านผู้ร้องนั้น ไม่เกินเสียงพื้นหลังเกิน 10 dB(A)
หลักเกณฑ์กฎหมายที่ใช้ (10 dB(A) Rule)
ตาม ประกาศกรมอนามัย พ.ศ. 2560
เสียงจะถือเป็นเหตุรำคาญต่อสุขภาพกาย–ใจ เมื่อ:
เสียงดังเกินกว่าระดับเสียงพื้นหลัง (Background Level) มากกว่า 10 dB(A)
ที่บริเวณผู้ถูกรบกวน
ดังนั้น หากเสียงดังน้อยกว่านี้ ไม่เข้าข่าย “เหตุรำคาญ” ตามกฎหมายสาธารณสุข
คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด
1) เสียงดัง ≠ ผิดกฎหมาย หากไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด
ศาลเห็นว่าผลการวัดเสียงชัดเจนว่า ไม่เกินเกณฑ์ 10 dB(A) ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นมลพิษทางเสียงตามกฎหมาย
2) หน่วยงานท้องถิ่นทำงานถูกต้องแล้ว
เทศบาลได้ลงพื้นที่หลายครั้งและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ศาลจึงวินิจฉัยว่า ไม่มีการละเลยต่อหน้าที่
บทเรียนสำคัญ
สำหรับประชาชน / ผู้อยู่อาศัย
-
ความรู้สึกว่า “ดัง” ไม่พอ ต้องมีการ ตรวจวัดเสียงตามหลักวิศวกรรม
-
หากต้องการร้องเรียน ควรมี ภาพ/วิดีโอ + เวลา + สถานที่ + พฤติการณ์ และผลวัดเสียงประกอบ
สำหรับผู้ประกอบกิจการ / โรงงานขนาดเล็ก
-
หากทำกิจกรรมที่มีเสียง ต้องควบคุมให้ระดับเสียงที่บ้านเพื่อนบ้าน ไม่เกิน Background + 10 dB(A)
-
ควรเก็บ บันทึกการวัดเสียง เพื่อเป็นหลักฐานในอนาคต
สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
-
ต้องใช้ผลการวัดเสียงเชิงเทคนิคประกอบคำสั่ง
-
คำสั่งที่ไม่มีหลักฐานทางวิศวกรรมเสี่ยงถูกเพิกถอนในศาล
สรุป
คดีนี้ตอกย้ำว่า การพิจารณาว่ามี “เหตุรำคาญจากเสียง” หรือไม่ ต้องอาศัย หลักฐานทางเทคนิค ไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัว การตรวจวัดเสียงโดยผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยืนยันความจริง