จีโอนอยซ์ – พันธมิตรที่คุณไว้ใจได้ด้านอะคูสติกและการควบคุมเสียง

คำสั่งระงับเหตุรำคาญต้องมีหลักฐาน

ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง เพราะไม่มีการวัดเสียงตามหลักวิชาการ


 บทนำ

ในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยโรงงาน ร้านค้า และกิจการต่าง ๆ “เสียงรบกวน” กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนเคยประสบ — ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องจักร เสียงเพลงจากร้านอาหาร หรือแม้แต่เสียงจากการก่อสร้างใกล้บ้าน

แต่รู้หรือไม่ว่า การที่หน่วยงานรัฐจะ “ออกคำสั่งระงับเหตุรำคาญ” เช่น สั่งให้หยุดกิจการ หรือแก้ไขเสียงดังนั้น ไม่สามารถอาศัยเพียงการคาดเดาหรือคำร้องเรียนจากชาวบ้านได้
คำสั่งที่ออกมาโดยไม่มีข้อมูลทางเทคนิค เช่น การวัดเสียงอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจถูกศาลเพิกถอนได้

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในคดีตัวอย่างที่ศาลปกครองสูงสุดเพิ่งวินิจฉัยในปี 2568


ภาพประกอบโทนซีเปียแสดงเจ้าหน้าที่กำลังตรวจวัดเสียงหน้าโรงงาน พร้อมข้อความ “คำสั่งระงับเหตุรำคาญต้องมีหลักฐาน” โลโก้ Geonoise มุมล่างซ้าย และฆ้อนศาลมุมล่างขวา
ภาพประกอบโทนซีเปียแสดงเจ้าหน้าที่กำลังตรวจวัดเสียงหน้าโรงงาน พร้อมข้อความ “คำสั่งระงับเหตุรำคาญต้องมีหลักฐาน” โลโก้ Geonoise มุมล่างซ้าย และฆ้อนศาลมุมล่างขวา

ภูมิหลังของคดี

คดีนี้เริ่มจากชาวบ้านร้องเรียนว่าโรงงานแห่งหนึ่งในพื้นที่ผลิตสินค้าส่งเสียงดังรบกวนในช่วงกลางคืน หน่วยงานท้องถิ่นได้รับเรื่องร้องเรียนและได้ออกคำสั่ง “ระงับเหตุรำคาญ” โดยอาศัยเพียงการสอบถามเจ้าหน้าที่และการคาดคะเนว่า “เสียงน่าจะเกินมาตรฐาน”

แต่สิ่งที่ ไม่มีเลย คือ “หลักฐานการตรวจวัดเสียง” ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เช่น วิธีการวัด, ช่วงเวลา, ระยะทางจากแหล่งกำเนิดเสียง และมาตรฐานอ้างอิง (ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 29 พ.ศ. 2550)

ผู้ประกอบการโรงงานเห็นว่าคำสั่งนี้ไม่เป็นธรรม และได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว


 คำวินิจฉัยของศาล

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า
หน่วยงานที่ออกคำสั่งระงับเหตุรำคาญ ต้องมีพยานหลักฐานทางเทคนิคที่ “น่าเชื่อถือได้” เพื่อพิสูจน์ว่าเสียงดังเกินมาตรฐานจริง

🔹 ศาลระบุชัดว่า การอ้างว่า “เสียงน่าจะดังเกินไป” โดยไม่มีข้อมูลการวัดเสียงที่ถูกต้อง ไม่อาจถือเป็นเหตุเพียงพอในการออกคำสั่งปิดหรือจำกัดกิจการได้
🔹 ศาลจึงมีคำพิพากษาให้ “เพิกถอนคำสั่งระงับเหตุรำคาญ” เนื่องจากหน่วยงานใช้อำนาจเกินขอบเขต และละเมิดหลักความชอบด้วยกฎหมายทางปกครอง

กล่าวง่าย ๆ คือ ศาลยืนยันว่า “เสียงดังต้องพิสูจน์ได้” ไม่ใช่คาดเดาได้


 หลักการทางกฎหมายที่ศาลย้ำ

  1. หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำเป็นต่อการออกคำสั่ง
    ทุกคำสั่งระงับเหตุรำคาญ ต้องอ้างอิงการวัดเสียงตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องระบุเครื่องมือวัด, ระยะทาง, เวลาในการวัด และหน่วยงานผู้ดำเนินการ

  2. การคาดคะเนไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมาย
    เจ้าหน้าที่ไม่สามารถอ้างเพียง “เสียงดังจนรำคาญ” ได้ ต้องมีตัวเลขรองรับ เช่น 70 – 80 dB(A) หรือเพิ่มขึ้นเกิน 10 dB(A) จากเสียงพื้นหลัง

  3. การละเลยขั้นตอนอาจทำให้คำสั่งเป็นโมฆะ
    หากคำสั่งออกโดยไม่ตรวจวัดเสียงตามกฎหมาย ผู้ประกอบการมีสิทธินำคดีเข้าสู่ศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำสั่งนั้นได้


 ผลกระทบต่อหน่วยงานและผู้ประกอบการ

สำหรับหน่วยงานรัฐ

  • ต้อง ตรวจวัดเสียงก่อนออกคำสั่ง ทุกครั้ง และจัดทำรายงานบันทึกผลการวัด

  • ควรอบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจวิธีการวัดและข้อกำหนดของประกาศสิ่งแวดล้อม

  • หากละเลยขั้นตอนเหล่านี้ อาจถูกฟ้องร้องในข้อหาละเมิดหลักการทางปกครองได้

สำหรับผู้ประกอบการ

  • ควรเก็บหลักฐานการวัดเสียงของโรงงานหรือสถานประกอบการไว้สม่ำเสมอ

  • หากได้รับคำสั่งระงับเหตุรำคาญ ควรตรวจสอบว่าหน่วยงานมีหลักฐานวัดเสียงจริงหรือไม่

  • การมีข้อมูลเชิงเทคนิคจะช่วย “ปกป้องสิทธิ” และใช้ต่อสู้ทางกฎหมายได้


 สำหรับประชาชนและชุมชน

  • หากได้รับผลกระทบจากเสียงรบกวน การร้องเรียนยังเป็นสิทธิของทุกคน

  • แต่เพื่อให้คำร้องมีน้ำหนัก ควรแนบ หลักฐานเสียงจริง เช่น

    • วิดีโอหรือไฟล์เสียง

    • ค่าระดับเสียงจากแอปหรือเครื่องวัดเสียง

    • วัน เวลา และระยะห่างจากแหล่งกำเนิดเสียง

เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย “ข้อมูลจริง” จะช่วยให้หน่วยงานและศาลตัดสินได้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


 สรุปสาระสำคัญ

คดีนี้ตอกย้ำว่า การแก้ปัญหาเสียงรบกวนไม่สามารถใช้ “ความรู้สึก” เป็นเกณฑ์ ต้องอาศัย “ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์” เพื่อปกป้องทั้งสิทธิของผู้ร้องเรียนและความเป็นธรรมของผู้ถูกกล่าวหา

     บทเรียนสั้น ๆ:

  • เสียงดังต้องมีตัวเลขรองรับ

  • คำสั่งต้องมีหลักฐาน

  • หน่วยงานต้องทำงานอย่างมืออาชีพ

คำสั่งระงับเหตุรำคาญต้องมีหลักฐาน ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง เพราะไม่มีการวัดเสียงตามหลักวิชาการ
Scroll to top