กำแพงกันเสียง: หลักการ ประเภท และได้ผลกี่เดซิเบล
กำแพงกันเสียง (noise barrier) เป็นมาตรการลดเสียงกลางทางที่ถูกถามถึงมากที่สุดสำหรับโรงงาน ทางด่วน ไซต์ก่อสร้าง และลานจอดรถ และเป็นมาตรการที่ถูกสร้างผิดมากที่สุดเช่นกัน บทความนี้อธิบายว่ากำแพงลดเสียงได้อย่างไร ได้ผลจริงกี่เดซิเบล สูงและยาวเท่าไรจึงพอ วัสดุแบบไหนเหมาะกับงานไหน กรณีใดที่กำแพงไม่ช่วย และควรออกแบบด้วยการคำนวณก่อนจ่ายเงินอย่างไร Geonoise ออกแบบและตรวจวัดผลของกำแพง แต่ไม่ขายหรือรับติดตั้ง
กำแพงกันเสียงลดเสียงได้อย่างไร
กำแพงทำงานด้วยการตัดแนวสายตา (line of sight) ระหว่างแหล่งกำเนิดเสียงกับผู้รับเสียง เสียงที่เคยเดินทางตรงถึงผู้รับต้องเลี้ยวข้ามสันกำแพง ซึ่งเรียกว่าการเลี้ยวเบน (diffraction) ยิ่งต้องเลี้ยวมาก เสียงที่ผ่านมาถึงยิ่งน้อย ปริมาณที่ลดได้จึงขึ้นกับความต่างของระยะทาง (path difference) ระหว่างเส้นทางตรงกับเส้นทางข้ามสันกำแพง ไม่ใช่ขึ้นกับความหนาหรือน้ำหนักของกำแพงเป็นหลัก
- กำแพงที่เพิ่งตัดแนวสายตาพอดี ให้ผลประมาณ 5 dB
- กำแพงที่สูงกว่าแนวสายตาพอสมควรและอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดหรือผู้รับ ให้ผล 8–12 dB ในย่านความถี่กลางและสูง
- ผลสูงสุดที่ทำได้จริงในสนามอยู่ราว 15 dB เพราะเสียงที่อ้อมปลายกำแพง ทะลุรอยต่อ และสะท้อนจากอาคารข้างเคียงจะเป็นตัวจำกัด
- ความถี่ต่ำ (เสียงฮัมของเครื่องจักร เครื่องปั่นไฟ ระบบเสียงเบสหนัก) เลี้ยวเบนได้ง่ายกว่า กำแพงจึงช่วยได้น้อยกว่าที่คนคาด
ตัวเลขเหล่านี้คือค่าโดยประมาณจากหลักฟิสิกส์ ค่าที่ทำได้จริงในโครงการใดโครงการหนึ่งต้องมาจากการคำนวณด้วยแบบจำลองเสียง ดูเพิ่มเติมเรื่องหลักการแหล่งกำเนิด–ทางผ่าน–ผู้รับได้ที่ การควบคุมเสียง
สูงเท่าไร ยาวเท่าไร และวางตรงไหน
- ความสูง: ต้องสูงกว่าเส้นที่ลากจากแหล่งกำเนิดเสียงไปยังผู้รับ (เช่น หน้าต่างชั้น 2 ของบ้าน) ไม่ใช่แค่สูงกว่าระดับสายตาคนยืน ผู้รับที่อยู่บนอาคารสูงมักอยู่เหนือสันกำแพง และกำแพงจะไม่ช่วยเลย
- ความยาว: ควรยื่นเลยแนวแหล่งกำเนิด–ผู้รับออกไปแต่ละด้านอย่างน้อยเท่ากับระยะจากกำแพงถึงผู้รับ มิฉะนั้นเสียงจะอ้อมปลายกำแพงและผลลดลงเหลือ 2–3 dB
- ตำแหน่ง: ให้ชิดแหล่งกำเนิดหรือชิดผู้รับที่สุดเท่าที่ทำได้ กำแพงที่ตั้งกลางระยะให้ผลน้อยที่สุด
- ความต่อเนื่อง: ห้ามมีช่องว่างใต้กำแพง ประตูที่เปิดค้าง หรือรอยต่อแผ่นที่ไม่ซีล ช่องเปิดเพียง 1 % ของพื้นที่ก็ทำให้ผลรวมตกลงหลายเดซิเบล
ประเภทของกำแพงกันเสียงและข้อควรระวัง
| ประเภท | เหมาะกับ | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| คอนกรีต / ผนังก่ออิฐ | โรงงาน ทางด่วน แนวรั้วถาวร | มวลสูง ทนทาน ทะลุน้อย | สะท้อนเสียงกลับไปอีกฝั่ง ต้องรับน้ำหนักฐานราก |
| แผ่นโลหะชนิดดูดซับเสียง | ไซต์ที่มีผู้รับเสียงทั้งสองฝั่ง ลานเครื่องจักร | ลดการสะท้อน น้ำหนักเบา ติดตั้งเร็ว | ค่าดูดซับต้องมีผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ตัวเลขในแคตตาล็อก |
| แผ่นใส (อะคริลิก / โพลีคาร์บอเนต) | สะพาน ทางยกระดับ พื้นที่ที่ต้องการแสงและทัศนียภาพ | ไม่บังแสง ยอมรับได้ทางสถาปัตยกรรม | สะท้อนเสียงเต็มที่ ต้องดูแลรอยต่อและการขีดข่วน |
| คันดิน (earth bund) | โรงงาน เหมือง ลานจอดรถ ที่มีพื้นที่กว้าง | ต้นทุนต่ำต่อเมตร ไม่สะท้อน ดูเป็นธรรมชาติ | ใช้พื้นที่มาก ความสูงถูกจำกัดด้วยความลาด |
| กำแพงชั่วคราว (ไซต์ก่อสร้าง) | งานตอกเสาเข็ม งานรื้อถอน อีเวนต์ | ย้ายได้ ติดตั้งตามเฟสงาน | มักมีช่องว่างและไม่สูงพอ ผลจริงต่ำกว่าที่ผู้ขายอ้าง |
แผ่นดูดซับเสียงที่ติดบนกำแพงช่วยลดการสะท้อนกลับไปยังฝั่งตรงข้าม แต่ไม่ได้ทำให้กำแพงกั้นเสียงได้มากขึ้น ค่าดูดซับ (α หรือ NRC) ของวัสดุควรมาจากการทดสอบตาม ISO 354 ในห้องปฏิบัติการ เช่น การทดสอบการดูดซับเสียงที่ ALT Geonoise ไม่ทดสอบและไม่ขายวัสดุเหล่านี้
กรณีที่กำแพงกันเสียงไม่ช่วย
- ผู้รับเสียงอยู่สูงกว่าสันกำแพง เช่น คอนโดมิเนียมชั้น 5 ขึ้นไปที่มองเห็นโรงงานได้
- แหล่งกำเนิดอยู่สูง เช่น พัดลมระบายอากาศบนหลังคา ปล่องระบาย หรือคูลลิ่งทาวเวอร์บนดาดฟ้า ซึ่งต้องใช้เครื่องเก็บเสียงหรือห้องครอบแทน
- ปัญหาอยู่ที่ความถี่ต่ำ เช่น เครื่องปั่นไฟ คอมเพรสเซอร์ หรือเบสจากสถานบันเทิง ซึ่งต้องแก้ที่แหล่งกำเนิดด้วยมวล การแยกการสั่นสะเทือน และการปิดผนึก
- เสียงเดินทางผ่านโครงสร้าง (structure-borne) เช่น การสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรที่ส่งผ่านพื้นไปยังอาคารข้างเคียง
ในกรณีเหล่านี้การสร้างกำแพงคือการเสียเงินโดยไม่ได้ผล ทางที่ถูกคือวิเคราะห์เส้นทางของเสียงก่อน ซึ่งกล้องถ่ายภาพเสียงช่วยชี้ได้ว่าเสียงมาจากจุดใดและทางใด
ออกแบบด้วยการคำนวณก่อนสร้าง
กำแพงกันเสียงเป็นมาตรการที่แก้ทีหลังแพงมาก การยกกำแพงเพิ่ม 1 เมตรหลังสร้างเสร็จมักเป็นไปไม่ได้เพราะฐานรากไม่ได้ออกแบบไว้ ขั้นตอนที่ Geonoise ใช้คือ
- ตรวจวัดระดับเสียงที่แนวรั้วและที่ผู้รับเสียงตามวิธีของกรมควบคุมมลพิษ พร้อมสเปกตรัมความถี่ เพื่อรู้ว่าต้องลดกี่เดซิเบลในย่านใด
- สร้างแบบจำลองเสียงด้วย SoundPLAN ตาม ISO 9613-2 และทดสอบทางเลือก เช่น สูง 3 เมตร เทียบกับ 4 เมตร ชิดแหล่งกำเนิดเทียบกับชิดรั้ว มีแผ่นดูดซับเทียบกับไม่มี ดูการสร้างแบบจำลองและทำนายเสียง
- รายงานผลเป็นแผนที่เสียงและค่าที่ผู้รับเสียงแต่ละจุด เทียบกับเกณฑ์ตามกฎหมายหรือเงื่อนไข EIA
- ตรวจวัดซ้ำหลังสร้างเสร็จเพื่อยืนยันผล และใช้เป็นหลักฐานต่อหน่วยงานหรือชุมชน
หากจุดประสงค์คือให้ผ่านเกณฑ์ตามกฎหมาย เริ่มจากการตรวจวัดเสียงเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งบอกได้ว่าต้องลดเท่าไรก่อนจะตัดสินใจเรื่องกำแพง
กำแพงกันเสียงกับกฎหมายไทย
กฎหมายไทยไม่ได้บังคับให้สร้างกำแพง แต่บังคับผลลัพธ์ที่ผู้รับเสียง: ระดับเสียงทั่วไปไม่เกิน Leq 24 ชั่วโมง 70 dBA และค่าสูงสุด 115 dBA ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และค่าระดับการรบกวนไม่เกิน 10 dBA เหนือระดับเสียงพื้นฐาน รายงาน EIA ของโครงการหลายประเภทกำหนดกำแพงหรือคันดินเป็นมาตรการลดผลกระทบ และการไม่ทำตามมาตรการที่ระบุไว้ถือเป็นการผิดเงื่อนไข อ่านรายละเอียดที่กฎหมายเสียงรบกวนของไทย
คำถามที่พบบ่อย
กำแพงกันเสียงลดเสียงได้กี่เดซิเบล
โดยทั่วไป 5–12 dB ที่ผู้รับเสียง หากกำแพงตัดแนวสายตา ต่อเนื่องไม่มีช่องว่าง และยาวพอ ผลสูงสุดที่ทำได้จริงราว 15 dB ตัวเลขของโครงการจริงต้องมาจากการคำนวณด้วยแบบจำลองเสียง
กำแพงกันเสียงต้องสูงเท่าไร
ต้องสูงกว่าเส้นตรงจากแหล่งกำเนิดเสียงถึงจุดรับเสียงที่สูงที่สุดที่ต้องปกป้อง เช่น หน้าต่างชั้นสองของบ้านข้างเคียง ความสูง 2–3 เมตรพอสำหรับบ้านชั้นเดียวที่อยู่ใกล้ แต่ไม่ช่วยอาคารสูง
ใช้แผ่นดูดซับเสียงแทนกำแพงได้ไหม
ไม่ได้ แผ่นดูดซับเสียงลดการสะท้อนภายในพื้นที่หรือบนผิวกำแพง แต่ไม่กั้นเสียงไม่ให้ผ่าน การกั้นเสียงมาจากมวล ความต่อเนื่อง และการตัดแนวสายตา ค่าดูดซับของวัสดุควรมาจากผลทดสอบห้องปฏิบัติการตาม ISO 354
ต้นไม้หรือแนวพุ่มไม้ช่วยกันเสียงได้หรือไม่
แทบไม่ช่วยในเชิงเดซิเบล แนวต้นไม้หนาทึบลึก 30 เมตรอาจลดได้ 3–5 dB และมีผลทางจิตวิทยาเมื่อมองไม่เห็นแหล่งกำเนิด แต่ไม่ใช่มาตรการที่ใช้อ้างผลต่อหน่วยงาน
Geonoise ขายหรือติดตั้งกำแพงกันเสียงหรือไม่
ไม่ Geonoise ออกแบบด้วยแบบจำลองเสียง ระบุความสูง ความยาว ตำแหน่ง และคุณสมบัติวัสดุที่ต้องการ แล้วตรวจวัดผลหลังสร้าง ผู้รับเหมาและวัสดุเลือกได้อิสระจากตลาด คำแนะนำจึงไม่ผูกกับผู้ขายรายใด